Iron Man Mark IV

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

งานที่5 เรื่อง ผลกระทบจากโทรศัพท์




ผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือ




โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโทรศัพท์มือถือได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่ออุตสาหกรรมการสื่อสาร อุปกรณ์เหล่านี้ทำให้สามารถโทรศัพท์ติดต่อถึงกันโดยโทรจากที่ไหนก็ได้ โทรศัพท์ชนิดนี้มี 2 ประเภท โทรศัพท์โดยทั่วไปจะมีเสาอากาศติดอยู่ที่ตัวโทรศัพท์ อีกประเภทจะมีเสาอากาศแยกออกต่างหากและในกรณีที่ติดตั้งในรถ อาจมีเสาอากาศติดอยู่ที่หน้าต่างหรือหลังคารถ การติดต่อระหว่างโทรศัพท์มือถือกับสถานีที่ใกล้ที่สุดใช้ไมโครเวฟที่ออกมาจากเสา ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงแต่โทรศัพท์มือถือแบบธรรมดาหรือสมาร์ทโฟนเท่านั้น




ผลกระทบต่อสุขภาพ Basis of Health Concerns
โทรศัพท์มือถือแบบธรรมดาจะมีผลต่อสุขภาพสูงโทรศัพท์ไร้สายที่ใช้งานโดยอยู่ห่างจากเครื่องรับได้ในระยะไม่เกิน 20 เมตร การใช้งานจะไม่มีผลต่อสุขภาพเนื่องจากระดับรังสีต่ำมากมีรายงานจำนวนมากปรากฏในสื่อต่างๆ ว่ามีอาการผิดปกติที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือ เช่น ปวดศีรษะ มีจุดร้อน (hot spots) ในสมองและมะเร็งสมอง มีรายงานในสื่อเหล่านั้นว่า ประมาณ 70% ของไมโครเวฟที่แผ่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือจะถูกดูดกลืนไปที่ศีรษะของผู้ใช้ เรื่องนี้ไม่มีการยืนยันอย่างแน่ชัด แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดจุดร้อน (hot spots) ขึ้นในสมองของผู้ใช้ ทำให้การใช้โทรศัพท์มือถืออาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ มีรายงานบางแห่งที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้หลายรายมีอาการปวดศีรษะหลังจากใช้โทรศัพท์มือถือ ขณะนี้จึงเป็นการยากที่จะประเมินความแน่นอนของรายงานเหล่านี้ เนื่องจากยังไม่มีรายงานออกมาอย่างเป็นทางการ  มีรายงานถึงการเกิดมะเร็งสมองในอเมริกาว่า มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ฟ้องร้องผู้ผลิตหรือจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ว่าไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือทำให้พวกเขาเกิดมะเร็งสมอง แต่เมื่อมีการตรวจสอบแล้วพบว่าบางรายเกิดความเข้าใจผิด
                          cr.http://www.toonpool.com/user/1631/files/how_smart_2112635.jpg





5 โรคฮิตของคนติดจอ ติดแชท                                                                                                                  หมกมุ่นอยู่กับโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กมาก ๆ ป่วยไม่รู้ตัว มาดูซิมีโรคอะไรบ้างแล้วเราเองก็เข้าข่ายด้วยหรือเปล่า??
1.     โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก (Facebook Depression Syndrome)

          หลายคนอาจสงสัยว่า เล่นเฟซบุ๊กก็มีเพื่อนตั้งมากแล้วจะเป็นโรคซึมเศร้าได้อย่างไร แต่อาการนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะคนเราเมื่อติดอยู่แต่หน้าจอ จิ้ม ๆ กด ๆ คุยกับคนในโลกออนไลน์ ก็กลายเป็นไปเพิกเฉยต่อคนในโลกจริง แถมหลายคนใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องระบายความรู้สึกมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเราว้าเหว่ เหงา เดียวดาย ก็ยิ่งโพสต์เยอะ                          โดย ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) ได้เขียนบทความให้ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก ไว้อย่างน่าสนใจว่า วารสารการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ และพบว่า คนที่ถูกเพื่อน ๆ ปฏิเสธหรือเป็นที่รังเกียจในโลกเฟซบุ๊กจะเป็นอันตรายมากกว่าถูกปฏิเสธในโลกแห่งความจริง และหลายรายอาจมีปัญหาซึมเศร้าตาม นั่นเพราะเฟซบุ๊กได้สร้างความเป็นจริงเทียม (artificial reality) ขึ้นมา จากการโพสต์แต่เรื่องดี ๆ แต่เก็บงำเรื่องร้าย ๆ แย่ ๆ ที่อยากปกปิดเอาไว้ เราถึงเห็นแต่คนที่มีชีวิตสมบูรณ์แบบในโลกเสมือนจริงเต็มไปหมด เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวเอง ความรู้สึก "ไร้ค่า" จึงเกิดขึ้น  ถ้าคุณรู้สึกเสียความมั่นใจสุด ๆ เวลาส่งคำร้องไปขอเป็นเพื่อนแล้วไม่ได้รับการตอบรับ เก็บมาคิดว่าทำไมจึงไม่เป็นที่ต้องการ นี่ก็เป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊กแล้ว วิธีหลีกหนีอาการนี้ก็คือ ลดการเล่นเฟซบุ๊กลง ทั้งอ่านเรื่องคนอื่น และโพสต์เรื่องตัวเอง จะได้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น







2.     ละเมอแชท (Sleep-Texting)


          อาการนี้ก็คือ ถึงแม้เราจะนอนแต่ก็ยังลุกขึ้นมาพิมพ์เหมือนกับคนละเมอนั่นเอง สาเหตุก็มาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ ทำให้สมองยึดติดกับโทรศัพท์อยู่ทุกขณะจิต แม้กระทั่งเวลานอน หากมีข้อความเข้ามา สมองก็จะปลุกร่างกายที่หลับใหลให้อยู่ในสภาวะละเมอ แล้วกดส่งข้อความไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเราอาจไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรไป หรือส่งไปหาคน เพราะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น แบบนี้ก็เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดได้เลยนอกจากเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดแล้ว อาการละเมอแชทยังกระทบสุขภาพด้วย เพราะเมื่อสมองปลุกให้เราตื่นในช่วงนี้ร่างกายก็จะนอนหลับไม่สนิทเต็มที่ เป็นเหตุให้พักผ่อนไม่พอ กระทบมาถึงระบบการทำงานของร่างกาย ทำให้สะสมความเครียด เสี่ยงเป็นโรคอ้วน ฝันร้าย กระทบต่อการเรียนและการทำงานได้
3. โรควุ้นในตาเสื่อม
          ปกติเราก็ใช้งานดวงตาหนักอยู่แล้ว และถ้ายิ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเพ่งข้อความในจอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ก็ยิ่งทำให้ดวงตาของเราก็ทำงานหนักขึ้นแบบคูณสอง ถ้าปล่อยไปนาน ๆ จนมองเห็นหยากไย่ ตาข่าย หรือเส้นอะไรวนไปวนมาเหมือนยุง ปัดเท่าไรก็ไม่โดนสักที แบบนี้ต้องรีบหาหมอแล้ว เพราะนี่คือ "โรควุ้นในตาเสื่อม"   จะบอกว่าจริง ๆ แล้วโรคนี้มักพบในผู้สูงอายุ เพราะใช้งานดวงตามานานจนเสื่อมไปตามวัย แต่น่าตกใจทีเดียวที่ปัจจุบันพบคนอายุน้อย ๆ เป็นโรคนี้มากขึ้น สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากการแชททั้งวัน จ้องจอทั้งคืน เล่นเกม ใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ๆ ไม่ว่างเว้นนี่เอง พอรู้สึกปวดตาก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก มารู้ตัวอีกทีก็เห็นภาพเป็นคราบดำ ๆ เป็นเส้น ๆ  วิธีป้องกันก่อนเป็นโรควุ้นในตาเสื่อมก็ไม่ยากเลย แค่รู้จักพักสายตาเสียบ้าง มองไปในที่ไกล สูดอากาศธรรมชาติให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย หลับตาลงสักครู่ รู้จักใช้งานเทคโนโลยีในมืออย่างพอเหมาะ ก็จะช่วยให้หลีกเลี่ยงโรคนี้ได้แล้ว

4. โนโมโฟเบีย (Nomophobia)

 ชื่อประหลาด ๆ นี้ มาจากคำว่า "no-mobile-phone phobia" แปลตรงตัวก็คือ โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มวิตกกังวล คิดดูว่าถ้าเราอยู่ในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือจู่ ๆ แบตเตอรี่โทรศัพท์ดันหมดซะงั้น แล้วเรารู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวาย แสดงว่าเข้าเค้าอาการโนโมโฟเบียแล้วล่ะ ในบางคนเป็นมาก ๆ อาจมีอาการเครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ได้เลย ซึ่งอาการจะหนักเบาขนาดไหนขึ้นอยู่กับแต่ละคนสำรวจตัวเองดูว่าเราหมกมุ่นอยู่กับการเช็กข้อความในมือถือ ชอบหยิบขึ้นมาดูบ่อย ๆ หรือเปล่า หรือทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเตือนจากมือถือจะต้องวางภารกิจทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าแล้วรีบคว้าโทรศัพท์มาเช็กแบบด่วนจี๋ทันใจ ใครเป็นแบบนี้ก็เข้าข่ายโนโมโฟเบียแล้วล่ะจ้า ยิ่งถ้าตื่นนอนปุ๊บเช็กมือถือปั๊บ ห่างจากมือถือไม่ได้เลย หรือใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนในโลกออนไลน์มากกว่าเพื่อนตรงหน้า ก็ยิ่งชัด ใครที่มีอาการอย่างที่กล่าวว่า ต้องระวังปัญหาสุขภาพให้มาก ๆ โดยเฉพาะนิ้วล็อก ปวดตา ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ หมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควร เพราะนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ๆ รวมทั้งอาการนอนไม่หลับ และโรคอ้วนที่เกิดจากมัวแต่นั่งเล่นมือถือนาน ๆ ไม่ลุกไปไหนด้วย





5. โรคสมาร์ทโฟนเฟซ (Smartphone face)
โรคฮิตของคนติดแชทที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 5 ก็คือ โรคสมาร์ทโฟนเฟซ (Smartphone face) หรือโรคใบหน้าสมาร์ทโฟน เกิดจากการที่เราก้มลงมองหน้าจอ หรือจ้องสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตเป็นเวลานานเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อคอเกิดอาการเกร็งและไปเพิ่มแรงกดบริเวณแก้ม  เมื่อแก้มถูกแรงกดนาน ๆ เข้า ก็จะทำให้เส้นใยอิลาสติกบนใบหน้ายืด จนแก้มบริเวณกรามย้อยลงมา แถมกล้ามเนื้อบริเวณมุมปากก็จะตกไปทางคางด้วย จนใบหน้าอาจดูผิดแปลกไปจากเดิม และจะเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อถ่ายภาพด้วยอุปกรณ์ของตัวเอง ฟังแล้วน่ากลัวนะเนี่ย หากใครเป็นมาก ๆ เข้าก็ถึงกับต้องศัลยกรรมกันเลย สรุปแล้วว่าทั้ง 5 โรคนี้ดูไม่ได้ไกลจากตัวเราเท่าไรเลยนะคะ เพราะทุกคนล้วนใช้โลกออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกันหมด แต่วิธีป้องกันตัวเองให้ห่างจากโรคเหล่านี้ก็ไม่ยากเลย แค่รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม ก้มมองหน้าจอให้น้อยลง เล่นโทรศัพท์ ใช้คอมพิวเตอร์ เล่นเกมให้น้อยลง

17 สัญญาณอันตราย ถึงเวลาต้องวางสมาร์ทโฟนเสียที

ปัจจุบันนี้สมาร์ทโฟนแทบจะกลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะเห็นแต่ผู้คนก้มหน้าก้มตาเล่นสมาร์ทโฟนของตัวเองกันไปหมด ซึ่งที่จริงแล้วการเล่นสมาร์ทโฟนมากเกินไปอาจจะส่งผลเสียทั้งระยสั้นและระยะยาว และยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย วันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำข้อมูลดี ๆ จากเว็บไซต์ huffingtonpost.com เกี่ยวกับ 17 สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าคุณควรจะวางสมาร์ทโฟนลงซะที 


          คุณเป็นคนหนึ่งที่ติดสมาร์ทโฟนหรือเปล่า? ถ้าหากเพียงแค่คุณคิดว่าจะต้องใช้ชีวิตโดยขาดการติดต่อกับโลกออนไลน์แล้วรู้สึกแย่ล่ะก็ นั่นแปลว่าคุณติดสมาร์ทโฟนอย่างไม่ต้องสงสัย จากการวิจัยพบว่าคนเราใช้เวลาอย่างต่ำ 4 ชั่วโมงต่อวันในการอยู่กับมัน ซึ่งผลจากการใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดอาการหลาย ๆ อย่างขึ้น เช่น อาการตาเบลอ ปวดหัว หรือมีนิสัยบางอย่างเปลี่ยนไป ซึ่งนั่นล่ะคือสัญญาณเตือนว่าคุณควรจะวางสมาร์ทโฟนลงซะก่อนที่มันจะกลายเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เราไปดูกันดีกว่าว่ามีสัญญาณอะไรบ้างที่กำลังเตือนให้คุณเลิกใช้สมาร์ทโฟน

17 สัญญาณอันตราย ถึงเวลาต้องวางสมาร์ทโฟนเสียที
        

  1. สายตาของคุณเริ่มเบลอ
Image result for สายตาเบลอ
Cr.picturehttps://pbs.twimg.com/media/ChDSRhNUkAASd_9.jpg


          การใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการสายตาเบลอ จากการศึกษาในปี 2011 พบว่า มากกว่า 90% ของคนที่จ้องหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมากกว่า 2 ชั่วโมงจะเกิดปัญหาปัญหาสายตาอย่างเช่น สายตาเบลอ และอาการตาแห้ง 


      2. เกิดอาการหวั่นวิตกเมื่อหาโทรศัพท์ไม่เจอ
Image result for where is my phone
CR.https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/c7/42/d4/c742d414cc28e662d080c974f74dbbe8.jpg


          ถ้าคุณเคยรู้สึกลนลานและตกใจมากเวลาที่หาโทรศัพท์ไม่เจอ โดยแท้ที่จริงแล้วคุณอาจจะวางไว้ผิดที่ หรือไม่ก็ลืมนำมันติดตัวมาด้วยล่ะก็ นั่นแปลว่าคุณกำลังติดโทรศัพท์ขั้นหนักและควรจะเลิกเล่นมันเสียบ้าง การศึกษาในปี 2012 พบว่าผู้คนจำนวนกว่า 73% รู้สึกตื่นตระหนกราวกับดูหนังสยองขวัญเมื่อหาโทรศัพท์ไม่พบ

   3. ปวดหัวตุ๊บ ๆ
Image result for headache anime
CR.http://static.zerochan.net/Orihara.Izaya.full.1059181.jpg

          การจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนนาน ๆ นอกจากจะทำให้เกิดปัญหากับสายตาแล้ว ยังเป็นสาเหตุทำให้ปวดหัวและเกิดอาการอ่อนเพลียอีกด้วย นอกจากนี้การใช้จ้องหน้าจอนาน ๆ ทำให้มีผลกระทบต่อสมอง โดยการศึกษาครั้งหนึ่งค้นพบว่ าสมาร์ทโฟนเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ซึ่งส่งผลต่อการรับรู้ของสมองและความทรงจำระยะสั้นอีกด้วย

          4. คุณทำงานเกินเวลา
Image result for work late



          ถ้าเกิดว่าคุณพบว่าตัวเองนั้นเช็คอีเมล ถ้าคุณชอบเช็กอีเมลในช่วงมื้อเย็นหรือในงานเลี้ยงต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาเป็นเวลาบ่อยครั้ง นั่นแปลว่าคุณกำลังติดสมาร์ทโฟนแล้วล่ะ ในการวิจัยปี 2012 พบว่า เกือบ 80% ของคนที่ทำการสำรวจนั้นยอมรับว่า ได้ทำงานเกินเวลาโดยไม่รู้ตัวจากการเพียงแค่เช็กอีเมล หรือแค่เพียงส่งข้อความสั้น ๆ ที่เกี่ยวกับงาน ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้กินเวลาประมาณ 7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เทียบเท่ากับการทำงานหนึ่งวันเลยทีเดียว


5. นอนไม่เต็มอิ่ม
Image result for sleep late clipart
http://vectortoons.com/wp-content/uploads/2016/03/men-sleeping-collection-006.jpg


          การวางโทรศัพท์เอาไว้ข้างหมอนคือสาเหตุที่ทำให้คุณนอนหลับได้ไม่เต็มอิ่ม เพราะมันจะไปรบกวนการนอนของคุณ ทำให้นอนไม่เต็มอิ่ม จากการศึกษาเผยว่า การใช้เวลากับสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานก่อนนอนจะทำให้นอนหลับยากและยังทำให้ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ตลอดเวลา นี่ยังไม่นับรวมกับการที่คุณจะต้องเช็กการแจ้งเตือนทุกครั้งก่อนหลับตานอน ที่จะทำให้การนอนของคุณไม่ต่อเนื่องอีกด้วย ทางที่ดีที่สุดคือควรจะปิดโทรศัพท์และวางมันให้ห่างตัวก่อนนอนทุกครั้ง

 6. รู้สึกว่าโทรศัพท์สั่นอยู่ตลอดเวลา

Image result for phone vibrates
http://www.appsfuze.com/static/images/apps/f/6/7/f67d07b7-05ef-df11-9264-00237de2db9e.png
          ถ้าคุณรู้สึกว่าโทรศัพท์สั่นแต่เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกลับไม่มีอะไรอยู่บ่อย ๆ นั่นแปลว่าคุณควรจะพึ่งการรักษาทางการแพทย์แล้วล่ะ ในการศึกษาปี 2012 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Computers of Human Behavior นั้นบอกว่า อาการเหล่านั้น คืออาการของโรค Phantom Vibration Syndrome ซึ่งจะเกิดขึ้นในหมู่วัยรุ่นอย่างน้อย 1 ครั้งต่อ 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากอาการหนักขึ้นก็อาจจะเกิดได้บ่อยขึ้น ซึ่งนั้นเป็นสัญญาณว่าคุณควรจะเลิกเล่นโทรศัพท์เสียที

          7. นิ้วมือเริ่มหงิกงอ
Image result for นิ้วลอก
http://xn--42c5bvbh5a2b5ina.com/wp-content/uploads/2012/07/bbthumbpain.jpg

          การเล่นสมาร์ทโฟนติดต่อกันเป็นเวลานาน ครั้งละหลาย ๆ ชั่วโมง มีความเสี่ยงทำให้เกิดอาการนิ้วล็อก และตะคริวตามมือและนิ้วมือ คุณควรจะวางโทรศัพท์ลงแล้วยืดเส้นยืนสายบ้างเพื่อความปลอดภัย

8. ติด Hashtag ให้กับคำพูดหรือใช้ภาษาแชทตลอดเวลา
          หากคุณเริ่มพูดถึงเรื่องการติด Hashtag และใช้ภาษาแชทตลอดเวลา มันถึงเวลาที่คุณควรจะวางสมาร์ทโฟนลงบ้างได้แล้วล่ะ

Image result for text message anime
https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/90/3e/84/903e8413346c938cb700a3c57695636a.jpg


          9. ส่งข้อความหาใครบางที่อยู่ใกล้ ๆ แทนการพูดคุย

          การส่งข้อความหาคนใกล้ตัวแทนการพูดคุยเป็นสัญญาณของความล้มเหลวทางการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะการที่เราเลือกใช้การพูดคุยผ่านข้อความแทนการพูดคุยกันต่อหน้า ก็จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลแย่ลง รีบวางสมาร์ทโฟนลงก่อนที่จะสูญเสียความสัมพันธ์เหล่านั้นไปเถอะ

          10. แม้แต่อาบน้ำก็ยังเอาโทรศัพท์เข้าไปด้วย
Image result for take a bath anime
http://i.stack.imgur.com/sqXMo.jpg

          หากคุณนำสมาร์ทโฟนของคุณติดตัวไปด้วยทุกที่แม้กระทั่งห้องน้ำ นั่นแปลว่าคุณกำลังติดสมาร์ทโฟนอย่างหนักและควรวางมันลงเสียที จากการศึกษาซึ่งจัดทำขึ้นโดยหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง LG พบว่ามีถึง 77% ของคนที่ใช้สมาร์ทโฟนที่นำโทรศัพท์ติดตัวไปด้วยทุกทีไม่ว่าจะเวลานอนหรือเข้าห้องน้ำก็ตาม

          11. สนใจที่จะโพสต์รูปของกินของคุณมากกว่าการกินมันเข้าไป
Image result for take a photo before eating
http://funnystatus.com/wp-content/uploads/2015/05/pic-be4-u-eat.gif

          ปัจจุบันมีคนมากกว่า 5 ล้านคนที่แท็กรูปภาพอาหาร และให้ความสนใจกับการแชร์รูปภาพอาหารของคุณมากกว่าที่จะสนใจคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าซึ่งนั่นเป็นการทำลายความสัมพันธ์วิธีหนึ่ง จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย The University of Essex พบว่า การที่มีโทรศัพท์วางอยู่ให้เห็นในขณะที่กำลังพูดคุยกัน จะทำให้ทั้งสองฝ่ายสนใจอีกฝ่ายน้อยลง

12. สบตาคนอื่นน้อยลง
Image result for eye contact
http://assets.bwbx.io/images/users/iqjWHBFdfxIU/iFE51sVBEaBE/v1/-1x-1.jpg


          เทคโนโลยีเป็นสาเหตุทำให้คนสบตากันน้อยลง จากการศึกษาพบว่าโดยปกติแล้วเมื่อคนพูดคุยกันมักจะเกิดการสบตากันอย่างน้อย 30-60% ของบทสนทนาทั่วไป และสายตาเป็นตัวที่ช่วยในการสื่อสารทางอารมณ์ถึง 60-70% ดังนั้น ถ้าคุณรู้สึกว่าอยากจะจ้องหน้าจอมากกว่าที่จะมองตาคนอื่น นั่นได้เวลาเลิกเล่นโทรศัพท์แล้ว

13. บ่นทุกอย่างลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก
Image result for complaint in facebook
http://betanews.com/wp-content/uploads/2014/07/facebook-dislike-600x480.jpg

          หากคุณพบเจอเรื่องอะไรก็ตามในแต่ละวันและเลือกที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้วนั้น มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังติดสมาร์ทโฟนอย่างหนัก ซึ่งการแชร์ทความรู้สึกนึกคิดทุกสิ่งทุกอย่างลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นไม่ได้มีผลดีต่อตัวคุณเองเลยแม้แต่น้อย

  14. ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง


          เราคงเคยได้ยินข่าวว่ามีคนประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการที่ก้มหน้าก้มตาเล่นสมาร์ทโฟนโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างใช่ไหมคะ ซึ่งนั่นเกิดจากการที่ติดสมาร์ทโฟนมากเกินไปโดยไม่ได้สนใจรอบข้าง ไม่ใช่เพียงเราจะเดือดร้อนหากเกิดอุบัติเหตุ แต่ครอบครัวและคนรอบข้างเราอาจจะเดือดร้อนตามไปด้วยจากพฤติกรรมที่ไม่ดีแบบนี้

          15. บุคลิกภาพแย่ลง

          เมื่อคุณติดสมาร์ทโฟนมาก ๆ จะทำให้คุณเป็นคนไหล่ตก เนื่องจากเวลาที่คุณก้มหน้าจิ้มโทรศัพท์ ร่างกายของคุณก็จะโน้มตัวไปข้างหน้าอัตโนมัติ หากอยู่ในท่านั้นนาน ๆ และบ่อยครั้งก็จะทำให้กระดูกหลังและคอเปลี่ยนรูป ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้ออักเสบและบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

          16. เลิกบันทึกเบอร์โทรศัพท์ลงมือถือ

          ยังจำได้หรือไม่ว่าครั้งสุดท้ายที่บันทึกเบอร์โทรศัพท์ลงมือถือนี่มันเมื่อไร แล้วคุณจำได้หรือเปล่าว่าคุณใช้โทรศัพท์เพื่อโทรหาใครสักคนครั้งล่าสุดเมื่อไร หากคุณจำไม่ได้ นั่นแปลว่าคุณเลือกที่จะใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อผ่านทางข้อความมากกว่าใช้โทรศัพท์เพื่อโทรหาใครบางคน

          17. เสพติดการเซลฟี่
Image result for selfie vector
http://previews.123rf.com/images/alexutemov/alexutemov1511/alexutemov151100206/48000609-Selfie-shots-mans-gays-couple-vector-illustration-Selfie-shot-man-friends-gays-Vector-selfie-people--Stock-Vector.jpg

          หลายคนเสพติดการถ่ายรูปตัวเอง หรือที่เรียกว่าเซลฟี่ขนาดหนักจนถึงขนาดต้องถ่ายรูปในแทบจะทุกอิริยาบถ บางรายอาจถึงขั้นโพสต์เป็นคลิปวิดีโอลงในโซเชียลมีเดีย โดยผู้คนเหล่านี้อาจจะไม่ได้รู้เลยว่า บางครั้งการโพสต์รูปเซลฟี่ของตัวเองบ่อย ๆ นั้น อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเองได้

งานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับแม่เหล็ก
ผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ชี้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามทฤษฎีและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นจากโทรศัพท์มือถืออาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ แนะผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่กลัวความเสี่ยงควรใช้โทรศัพท์ตามความจำเป็น และควรเก็บโทรศัพท์มือถือให้ห่างจากตัวอย่างน้อย 20 เซนติเมตร เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2558 สมาคมอุปกรณ์การแพทย์ไทยได้จัดบรรยายหัวข้อเรื่อง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากการใช้โทรศัพท์มือถือ มีผลต่อสุขภาพหรือไม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมวิชาการ Medical Fair Thailand ระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2558  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชย ไทยเจียม ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และตัวแทนจากสมาคมวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย กล่าวว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามี 2 ประเภท คือ คลื่นนอนไอโอไนซ์ (Non-ionizing radiation) ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อเซลล์ โดยให้เพียงความร้อนเท่านั้น เช่น คลื่นวิทยุ FM/AM แสงแดด เตาไมโครเวฟ ฯลฯ และคลื่นไอโอไนซ์ (Ionizing radiation) ซึ่งมีผลกระทบต่อเซลล์ เช่น รังสีเอ็กซ์เรย์ที่ในวงการแพทย์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชยกล่าวต่อว่า อันตรายของแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นอยู่กับระดับกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยกำลังมากก็จะให้ความร้อนมากซึ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชนิดที่ใช้นั้นมีกำลังคลื่นแม่เหล็กต่างกัน คือ วิทยุเอฟเอ็มรัศมี 50 กิโลเมตรมีระดับกำลัง 100 กิโลวัตต์ เตาไมโครเวฟมีระดับกำลัง 1 กิโลวัตต์ โทรศัพท์มือถือ 2 วัตต์สำหรับระบบเดิม แต่ปัจจุบันที่เป็นระบบ 3G มีระดับกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประมาณ 0.8 วัตต์ หากระบบ 4G ระดับกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะน้อยลงอีก



ผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นมีระดับที่แตกต่างกัน โดยอวัยวะที่มีเลือดหล่อเลี้ยงมากจะมีความเสี่ยงน้อย ส่วนอวัยวะที่มีเลือดหล่อเลี้ยงน้อยจะมีความเสี่ยงมาก เช่น ดวงตา แต่ปัจจุบันยังไม่พบผู้ที่ดวงตามีปัญหาเนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทั้งนี้เพราะเลือดที่หมุนเวียนในอวัยวะต่างๆ จะเป็นตัวช่วยคลายความร้อนที่เกิดขึ้นจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและส่งความร้อนมายังร่างกายมนุษย์ผู้ช่วย
  ศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชยกล่าว

สำหรับข้อกังวลด้านสุขภาพจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นปัจจุบันมีหลายเรื่อง ซึ่งมีผลการศึกษารองรับในเชิงระบาดวิทยา แต่ในทางวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเรื่องที่หลายคนกังวลใจคือ ปวดศีรษะ, มีอารมณ์ฉุนเฉียว, ซึมเศร้า, คลื่นไส้, มีปัญหาด้านการมองเห็นลดลง, มะเร็งเนื้องอกในสมอง โดยคลื่นจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทําให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว, เด็กมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว, สูญเสียการได้ยิน (หูดับ), ส่งผลต่อทารกในครรภ์ และสมรรถภาพทางเพศเสื่อม

อาจเป็นไปได้ที่การโทรศัพท์มือถือทำให้มีอาการปวดหัวได้ แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีของโทรศัพท์ที่ส่งผลจากการกระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ส่งผลต่อการแตกตัวของไอออน ซึ่งยังสังเกตผลไม่ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งอาการปวดหัว คลื่นไส้ หรืออาการอื่นๆ แต่อย่างน้อยการใช้โทรศัพท์นานๆ ก็อาจส่งผลต่อได้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นผลมาจากท่าทางหรือช่วงสรีระระหว่างการใช้โทรศัพท์หรืออาจเกิดจากความร้อน เช่น จากแบตเตอรี่โทรศัพท์ที่แนบหูไว้นานๆ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชยกล่าว
CR.  http://thaipublica.org/2015/09/electromagnetic-wave/

ด้านข้อกังวลใจเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศเสื่อม ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัยรายงานว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือ ทำให้เกิดความผิดปกติของการหลั่งสารเคมี ฮอร์โมนภายในร่างกาย และปริมาณอสุจิของเพศชาย แต่ผลการศึกษาใหม่ๆ ขัดแย้งกับผลการศึกษาในอดีต ซึ่งยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือมีผลต่อระบบสืบพันธุ์โดยเฉพาะเพศชาย เนื่องจากอวัยวะอยู่ภายนอกร่างกาย ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงแนะนำให้พยายามเก็บมือถือให้ห่างจากร่างกายอย่างน้อย 20 เซนติเมตร



 

สำหรับเรื่องมะเร็งเนื้องอกในสมอง รายงานวิจัยบางรายงานสรุปว่า อาจมีความเสี่ยงเกิดมะเร็ง บางรายงานสรุปว่า ไม่มีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น นั่นคือ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่โดยทฤษฎีแล้วสนามแม่เหล็กที่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือไม่ใช่สาเหตุของการเร่งการเกิดมะเร็ง แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนเรื่องมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยทั่วไปเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ พันธุกรรม ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือติดเชื้อไวรัสบางชนิด สารเคมีและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ในกลุ่มของสิ่งแวดล้อม โดยองค์การอนามัยโลกระบุให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ในกลุ่ม 2B คืออาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์ เพื่อตีกรอบป้องกันไว้ก่อน หลังจากที่ศึกษาพบว่าอาจจะก่อมะเร็งแม้ยังพิสูจน์แน่ชัดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม มีสารเคมีและปัจจัยอื่นๆ รวม 287 ชนิดที่อยู่ในกลุ่ม 2B เช่น กาแฟ เครื่องสำอาง ฯลฯ  ส่วนอันตรายต่อทารกในครรภ์นั้น หากใครที่กังวลใจก็อย่านำโทรศัพท์ไปไว้ใกล้ๆ ทั้งนี้ทารกในครรภ์จะเสี่ยงน้อยกว่าเด็กทารกที่คลอดแล้ว เนื่องจากมีท้องของแม่เป็นเกราะกำบัง ในขณะที่เด็กทารกที่คลอดแล้วนั้นมีศีรษะบางนอกจากนี้ยังกล่าวว่า การปล่อยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์จากสถานีฐานนั้น เครื่องรับส่งสัญญาณจะอยู่ที่ด้านบนสุดของเสา ซึ่งระยะห่างจากเสามีผลต่อระดับกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้รับ-ส่งสัญญาณระหว่างโทรศัพท์มือถือกับเสาสัญญาณ โดยถ้าอยู่ใกล้เสา โทรศัพท์ก็จะใช้กำลังน้อยกว่าเมื่อโทรศัพท์อยู่ไกล แต่ก็จะไม่เกินกำลังสูงสุดที่กำหนดไว้ของอุปกรณ์ คือ กรณีโทรศัพท์ระบบ GSM มีกำลังสูงสุด 2 วัตต์ ก็จะส่งสัญญาณไปยังเสาสัญญาณได้สูงสุดที่ 2 วัตต์ แต่หากอยู่ใกล้ๆ เสาสัญญาณก็จะใช้กำลังส่งคลื่นไม่ถึง 2 วัตต์ ซึ่งทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้ด้วย  อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักกลัวเสาส่งสัญญาณที่มีขนาดใหญ่มากกว่ากลัวคลื่นจากเครื่องรับ-ส่งสัญญาณ ซึ่งความจริงคือเครื่องรับ-ส่งสัญญาณมีขนาดไม่ใหญ่ ติดตั้งอยู่ที่จุดบนสุดของเสา แต่ที่ต้องสร้างเสาสัญญาณขนาดใหญ่เพราะต้องการให้เครื่องส่งรับ-ส่งสัญญาณอยู่สูงๆ เพื่อที่จะได้ส่งสัญญาณได้ไกล



นอกจากนี้ยังกล่าวว่า อันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีต่อร่างกาย ขึ้นอยู่กับอัตราการดูดกลืนพลังงานจําเพาะ (Specific Absorption Rate หรือ SAR ซึ่งเป็นอัตราที่พลังงานถูกดูดกลืนโดยเนื้อเยื่อของร่างกาย มีหน่วยเป็นวัตต์ต่อกิโลกรัม (W/kg) ที่เป็นหน่วยการวัดปริมาณการได้รับรังสีซึ่งใช้กันทั่วไปสําหรับการวัดการได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านความถี่สูงกว่า 100 กิกะเฮิร์ต (kHz)


ถ้ากลัวว่าโทรศัพท์มือถือจะอันตรายต่อสุขภาพ ก็จำกัดการใช้ โดยใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่เสพติดโทรศัพท์มือถือ รวมถึงอย่าให้เด็กเล็กๆ ใช้โทรศัพท์ และในผู้ใหญ่ก็ควรเก็บโทรศัพท์มือถือให้ห่างตัวอย่างน้อย 20 เซนติเมตร หรือหากสามารถปิดเครื่องเวลานอนได้ก็จะดี นอกจากนี้ไม่ควรพยายามใช้โทรศัพท์มือถือในที่อับสัญญาณ เช่น ลิฟต์ เพราะจะทำให้โทรศัพท์ใช้กำลังส่งคลื่นสูงสุด ทำให้เกิดความร้อนสูงและเปลืองแบตเตอรี่ด้วย ที่สำคัญต้องเลือกใช้สินค้าที่มีค่า SAR ต่ำๆ เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชยกล่าว




ALL CREDITS : http://thaipublica.org/2015/09/electromagnetic-wave/
                            http://www.kapook.com





วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์





11 ข้อสำคัญ กฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ เริ่มใช้งาน 4 ส.ค.58นี้!!

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. เป็นต้นไป
“หัวใจหลักของกฎหมายลิขสิทธิ์อยู่ที่การห้ามทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณะ แต่ก็มีข้อยกเว้นคือหากไม่ใช่การทำเพื่อการค้า ต้องมีการอ้างอิงที่มาก่อน สามารถทำได้ ภายใต้ข้อยกเว้นคือต้องไม่ทำให้ผลประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ลดลง หรือกระทบกระเทือนถึงสิทธิ์ของเจ้าของ”
1.ลิขสิทธิ์คุ้มครอง คือ ต้องเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่รวมถึงกระบวนการคิดหรือหรือขั้นตอนการสร้างสรรค์ เช่นบทความ ซอฟต์แวร์ เพลง หนังสือ รูปภาพ ภาพถ่าย ภาพข่าว ภาพวาด  ภาพยนตร์ ละคร เป็นต้น
2.ลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครอง เช่น ข่าวประจำวัน,ข้อเท็จจริงต่างๆ,รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย, ระเบียบ, ข้อบังคับ,ประกาศ,คำสั่ง,คำพิพากษา,คำวินิจฉัย,และรายงานของทางราชการ เป็นต้น
3.ห้ามลบ หรือเปลี่ยนแปลง ชื่อเจ้าของลิขสิทธ์
4.ห้ามทำลาย Password ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ใช้ป้องกันการเข้าถึง การแฮ็กหรือหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยี เพื่อเข้าถึงงานลิขสิทธิ์
5.การดูหนัง ฟังเพลง จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ถือว่าไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ห้ามทำซ้ำ
6.ผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต เช่น Youtube ถ้าเอางานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากเว็บ ถือว่าไม่ผิด
7.สามารถนำรูปภาพ หนังสือ ซีดีเพลง ไปขายมือสองได้ แต่ต้องดูกฏหมายอื่นๆ รองรับด้วย
8.นักแสดงมีสิทธฺระบุชื่อตัวเองในการแสดง และห้ามไม่ให้ใครทำเสียชื่อเสียง
9.ถ้าปรากฎหลักฐานว่าจงใจละเมิด ศาลสั่งให้จ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้น ไม่เกิน2 เท่า
10.การนำ Embed ใน Youtube มาลงเว็บไซต์หรือแชร์ ถือว่าไม่ละเมิด
11.ศาลมีอำนาจ สั่งริบ หรือทำลายสื่งที่ละเมิด
      ผู้กระทำผิดใหม่ มีโทษปรับ 10,000-100,000บาท      
     หากกระทำเพื่อเชิงพาณิชย์ มีโทษจำคุก 3 เดือน -2ปี หรือปรับ 50,000-400,000บาท หรือทั้งจำและปรับ    



CR.http://www.aripfan.com/wp-content/uploads/11667277_10153436546458130_1116111198478143186_n.jpg


พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ปี 2558












                     พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ปี 2559 (ฉบับร่างแก้ไข)




Cr.https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgtU3uI_7DSfytle2gdcrz1W821_6pCw1X8p0zSsYpk01x0of9vphx2xXNbqsdyaO_iA1LjioTWDQ2ecEgiVKb4nP2VWo-bDRQhGuX7TrVohDkEvmWoatZUyVfTt1joBXfuW6Jgy-JbA54/s1600/news-036134.jpg

CR.http://www.xn--12cg5gc1e7b.com/wp-content/uploads/2015/08/Copy_new_s.jpg


ไม่ละเมิดลิขสิทธ์กันนะคะ ^^