ผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือ
โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโทรศัพท์มือถือได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่ออุตสาหกรรมการสื่อสาร
อุปกรณ์เหล่านี้ทำให้สามารถโทรศัพท์ติดต่อถึงกันโดยโทรจากที่ไหนก็ได้
โทรศัพท์ชนิดนี้มี 2 ประเภท
โทรศัพท์โดยทั่วไปจะมีเสาอากาศติดอยู่ที่ตัวโทรศัพท์ อีกประเภทจะมีเสาอากาศแยกออกต่างหากและในกรณีที่ติดตั้งในรถ
อาจมีเสาอากาศติดอยู่ที่หน้าต่างหรือหลังคารถ
การติดต่อระหว่างโทรศัพท์มือถือกับสถานีที่ใกล้ที่สุดใช้ไมโครเวฟที่ออกมาจากเสา
ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงแต่โทรศัพท์มือถือแบบธรรมดาหรือสมาร์ทโฟนเท่านั้น
ผลกระทบต่อสุขภาพ Basis of
Health Concerns
โทรศัพท์มือถือแบบธรรมดาจะมีผลต่อสุขภาพสูงโทรศัพท์ไร้สายที่ใช้งานโดยอยู่ห่างจากเครื่องรับได้ในระยะไม่เกิน
20 เมตร
การใช้งานจะไม่มีผลต่อสุขภาพเนื่องจากระดับรังสีต่ำมากมีรายงานจำนวนมากปรากฏในสื่อต่างๆ
ว่ามีอาการผิดปกติที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือ เช่น ปวดศีรษะ มีจุดร้อน (hot
spots) ในสมองและมะเร็งสมอง มีรายงานในสื่อเหล่านั้นว่า
ประมาณ 70%
ของไมโครเวฟที่แผ่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือจะถูกดูดกลืนไปที่ศีรษะของผู้ใช้
เรื่องนี้ไม่มีการยืนยันอย่างแน่ชัด แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดจุดร้อน (hot
spots) ขึ้นในสมองของผู้ใช้
ทำให้การใช้โทรศัพท์มือถืออาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ
มีรายงานบางแห่งที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้หลายรายมีอาการปวดศีรษะหลังจากใช้โทรศัพท์มือถือ
ขณะนี้จึงเป็นการยากที่จะประเมินความแน่นอนของรายงานเหล่านี้
เนื่องจากยังไม่มีรายงานออกมาอย่างเป็นทางการ มีรายงานถึงการเกิดมะเร็งสมองในอเมริกาว่า
มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ฟ้องร้องผู้ผลิตหรือจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ว่าไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือทำให้พวกเขาเกิดมะเร็งสมอง
แต่เมื่อมีการตรวจสอบแล้วพบว่าบางรายเกิดความเข้าใจผิด
5 โรคฮิตของคนติดจอ ติดแชท หมกมุ่นอยู่กับโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กมาก
ๆ ป่วยไม่รู้ตัว มาดูซิมีโรคอะไรบ้างแล้วเราเองก็เข้าข่ายด้วยหรือเปล่า??
หลายคนอาจสงสัยว่า
เล่นเฟซบุ๊กก็มีเพื่อนตั้งมากแล้วจะเป็นโรคซึมเศร้าได้อย่างไร
แต่อาการนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะคนเราเมื่อติดอยู่แต่หน้าจอ จิ้ม ๆ กด ๆ
คุยกับคนในโลกออนไลน์ ก็กลายเป็นไปเพิกเฉยต่อคนในโลกจริง
แถมหลายคนใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องระบายความรู้สึกมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเราว้าเหว่
เหงา เดียวดาย ก็ยิ่งโพสต์เยอะ โดย ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ
(สวส.) ได้เขียนบทความให้ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก ไว้อย่างน่าสนใจว่า
วารสารการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ และพบว่า
คนที่ถูกเพื่อน ๆ
ปฏิเสธหรือเป็นที่รังเกียจในโลกเฟซบุ๊กจะเป็นอันตรายมากกว่าถูกปฏิเสธในโลกแห่งความจริง
และหลายรายอาจมีปัญหาซึมเศร้าตาม นั่นเพราะเฟซบุ๊กได้สร้างความเป็นจริงเทียม (artificial reality) ขึ้นมา
จากการโพสต์แต่เรื่องดี ๆ แต่เก็บงำเรื่องร้าย ๆ แย่ ๆ ที่อยากปกปิดเอาไว้
เราถึงเห็นแต่คนที่มีชีวิตสมบูรณ์แบบในโลกเสมือนจริงเต็มไปหมด
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวเอง ความรู้สึก "ไร้ค่า" จึงเกิดขึ้น ถ้าคุณรู้สึกเสียความมั่นใจสุด ๆ
เวลาส่งคำร้องไปขอเป็นเพื่อนแล้วไม่ได้รับการตอบรับ
เก็บมาคิดว่าทำไมจึงไม่เป็นที่ต้องการ
นี่ก็เป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊กแล้ว วิธีหลีกหนีอาการนี้ก็คือ
ลดการเล่นเฟซบุ๊กลง ทั้งอ่านเรื่องคนอื่น และโพสต์เรื่องตัวเอง
จะได้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น
อาการนี้ก็คือ
ถึงแม้เราจะนอนแต่ก็ยังลุกขึ้นมาพิมพ์เหมือนกับคนละเมอนั่นเอง
สาเหตุก็มาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ
ทำให้สมองยึดติดกับโทรศัพท์อยู่ทุกขณะจิต แม้กระทั่งเวลานอน หากมีข้อความเข้ามา
สมองก็จะปลุกร่างกายที่หลับใหลให้อยู่ในสภาวะละเมอ แล้วกดส่งข้อความไปโดยอัตโนมัติ
ซึ่งเราอาจไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรไป หรือส่งไปหาคน
เพราะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น แบบนี้ก็เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดได้เลยนอกจากเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดแล้ว
อาการละเมอแชทยังกระทบสุขภาพด้วย เพราะเมื่อสมองปลุกให้เราตื่นในช่วงนี้ร่างกายก็จะนอนหลับไม่สนิทเต็มที่
เป็นเหตุให้พักผ่อนไม่พอ กระทบมาถึงระบบการทำงานของร่างกาย ทำให้สะสมความเครียด
เสี่ยงเป็นโรคอ้วน ฝันร้าย กระทบต่อการเรียนและการทำงานได้
3. โรควุ้นในตาเสื่อม
ปกติเราก็ใช้งานดวงตาหนักอยู่แล้ว
และถ้ายิ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเพ่งข้อความในจอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ
ก็ยิ่งทำให้ดวงตาของเราก็ทำงานหนักขึ้นแบบคูณสอง ถ้าปล่อยไปนาน ๆ จนมองเห็นหยากไย่
ตาข่าย หรือเส้นอะไรวนไปวนมาเหมือนยุง ปัดเท่าไรก็ไม่โดนสักที
แบบนี้ต้องรีบหาหมอแล้ว เพราะนี่คือ "โรควุ้นในตาเสื่อม" จะบอกว่าจริง ๆ แล้วโรคนี้มักพบในผู้สูงอายุ
เพราะใช้งานดวงตามานานจนเสื่อมไปตามวัย แต่น่าตกใจทีเดียวที่ปัจจุบันพบคนอายุน้อย
ๆ เป็นโรคนี้มากขึ้น สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากการแชททั้งวัน จ้องจอทั้งคืน เล่นเกม
ใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ๆ ไม่ว่างเว้นนี่เอง
พอรู้สึกปวดตาก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก มารู้ตัวอีกทีก็เห็นภาพเป็นคราบดำ ๆ
เป็นเส้น ๆ วิธีป้องกันก่อนเป็นโรควุ้นในตาเสื่อมก็ไม่ยากเลย
แค่รู้จักพักสายตาเสียบ้าง มองไปในที่ไกล สูดอากาศธรรมชาติให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย
หลับตาลงสักครู่ รู้จักใช้งานเทคโนโลยีในมืออย่างพอเหมาะ
ก็จะช่วยให้หลีกเลี่ยงโรคนี้ได้แล้ว
ชื่อประหลาด ๆ นี้ มาจากคำว่า "no-mobile-phone phobia" แปลตรงตัวก็คือ
โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มวิตกกังวล
คิดดูว่าถ้าเราอยู่ในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือจู่ ๆ
แบตเตอรี่โทรศัพท์ดันหมดซะงั้น แล้วเรารู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวาย
แสดงว่าเข้าเค้าอาการโนโมโฟเบียแล้วล่ะ ในบางคนเป็นมาก ๆ อาจมีอาการเครียด ตัวสั่น
เหงื่อออก คลื่นไส้ได้เลย ซึ่งอาการจะหนักเบาขนาดไหนขึ้นอยู่กับแต่ละคนสำรวจตัวเองดูว่าเราหมกมุ่นอยู่กับการเช็กข้อความในมือถือ
ชอบหยิบขึ้นมาดูบ่อย ๆ หรือเปล่า
หรือทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเตือนจากมือถือจะต้องวางภารกิจทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าแล้วรีบคว้าโทรศัพท์มาเช็กแบบด่วนจี๋ทันใจ
ใครเป็นแบบนี้ก็เข้าข่ายโนโมโฟเบียแล้วล่ะจ้า ยิ่งถ้าตื่นนอนปุ๊บเช็กมือถือปั๊บ
ห่างจากมือถือไม่ได้เลย
หรือใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนในโลกออนไลน์มากกว่าเพื่อนตรงหน้า ก็ยิ่งชัด ใครที่มีอาการอย่างที่กล่าวว่า
ต้องระวังปัญหาสุขภาพให้มาก ๆ โดยเฉพาะนิ้วล็อก ปวดตา ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่
หมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควร เพราะนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ๆ
รวมทั้งอาการนอนไม่หลับ และโรคอ้วนที่เกิดจากมัวแต่นั่งเล่นมือถือนาน ๆ
ไม่ลุกไปไหนด้วย
5. โรคสมาร์ทโฟนเฟซ
(Smartphone face)
โรคฮิตของคนติดแชทที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 5
ก็คือ โรคสมาร์ทโฟนเฟซ (Smartphone
face) หรือโรคใบหน้าสมาร์ทโฟน
เกิดจากการที่เราก้มลงมองหน้าจอ หรือจ้องสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตเป็นเวลานานเกินไป
ทำให้กล้ามเนื้อคอเกิดอาการเกร็งและไปเพิ่มแรงกดบริเวณแก้ม เมื่อแก้มถูกแรงกดนาน ๆ เข้า
ก็จะทำให้เส้นใยอิลาสติกบนใบหน้ายืด จนแก้มบริเวณกรามย้อยลงมา
แถมกล้ามเนื้อบริเวณมุมปากก็จะตกไปทางคางด้วย จนใบหน้าอาจดูผิดแปลกไปจากเดิม
และจะเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อถ่ายภาพด้วยอุปกรณ์ของตัวเอง ฟังแล้วน่ากลัวนะเนี่ย
หากใครเป็นมาก ๆ เข้าก็ถึงกับต้องศัลยกรรมกันเลย สรุปแล้วว่าทั้ง 5 โรคนี้ดูไม่ได้ไกลจากตัวเราเท่าไรเลยนะคะ
เพราะทุกคนล้วนใช้โลกออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกันหมด
แต่วิธีป้องกันตัวเองให้ห่างจากโรคเหล่านี้ก็ไม่ยากเลย
แค่รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม ก้มมองหน้าจอให้น้อยลง เล่นโทรศัพท์ ใช้คอมพิวเตอร์
เล่นเกมให้น้อยลง
ปัจจุบันนี้สมาร์ทโฟนแทบจะกลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะเห็นแต่ผู้คนก้มหน้าก้มตาเล่นสมาร์ทโฟนของตัวเองกันไปหมด
ซึ่งที่จริงแล้วการเล่นสมาร์ทโฟนมากเกินไปอาจจะส่งผลเสียทั้งระยสั้นและระยะยาว
และยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย วันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำข้อมูลดี ๆ
จากเว็บไซต์ huffingtonpost.com
เกี่ยวกับ 17
สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าคุณควรจะวางสมาร์ทโฟนลงซะที
คุณเป็นคนหนึ่งที่ติดสมาร์ทโฟนหรือเปล่า? ถ้าหากเพียงแค่คุณคิดว่าจะต้องใช้ชีวิตโดยขาดการติดต่อกับโลกออนไลน์แล้วรู้สึกแย่ล่ะก็
นั่นแปลว่าคุณติดสมาร์ทโฟนอย่างไม่ต้องสงสัย จากการวิจัยพบว่าคนเราใช้เวลาอย่างต่ำ
4 ชั่วโมงต่อวันในการอยู่กับมัน ซึ่งผลจากการใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดอาการหลาย
ๆ อย่างขึ้น เช่น อาการตาเบลอ ปวดหัว หรือมีนิสัยบางอย่างเปลี่ยนไป
ซึ่งนั่นล่ะคือสัญญาณเตือนว่าคุณควรจะวางสมาร์ทโฟนลงซะก่อนที่มันจะกลายเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
เราไปดูกันดีกว่าว่ามีสัญญาณอะไรบ้างที่กำลังเตือนให้คุณเลิกใช้สมาร์ทโฟน
1. สายตาของคุณเริ่มเบลอ
![]() |
| Cr.picturehttps://pbs.twimg.com/media/ChDSRhNUkAASd_9.jpg |
การใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการสายตาเบลอ
จากการศึกษาในปี 2011 พบว่า มากกว่า 90%
ของคนที่จ้องหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมากกว่า 2 ชั่วโมงจะเกิดปัญหาปัญหาสายตาอย่างเช่น
สายตาเบลอ และอาการตาแห้ง
2. เกิดอาการหวั่นวิตกเมื่อหาโทรศัพท์ไม่เจอ
![]() |
| CR.https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/c7/42/d4/c742d414cc28e662d080c974f74dbbe8.jpg |
ถ้าคุณเคยรู้สึกลนลานและตกใจมากเวลาที่หาโทรศัพท์ไม่เจอ
โดยแท้ที่จริงแล้วคุณอาจจะวางไว้ผิดที่ หรือไม่ก็ลืมนำมันติดตัวมาด้วยล่ะก็
นั่นแปลว่าคุณกำลังติดโทรศัพท์ขั้นหนักและควรจะเลิกเล่นมันเสียบ้าง การศึกษาในปี 2012
พบว่าผู้คนจำนวนกว่า 73% รู้สึกตื่นตระหนกราวกับดูหนังสยองขวัญเมื่อหาโทรศัพท์ไม่พบ
3.
ปวดหัวตุ๊บ ๆ
| CR.http://static.zerochan.net/Orihara.Izaya.full.1059181.jpg |
การจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนนาน ๆ นอกจากจะทำให้เกิดปัญหากับสายตาแล้ว
ยังเป็นสาเหตุทำให้ปวดหัวและเกิดอาการอ่อนเพลียอีกด้วย
นอกจากนี้การใช้จ้องหน้าจอนาน ๆ ทำให้มีผลกระทบต่อสมอง โดยการศึกษาครั้งหนึ่งค้นพบว่
าสมาร์ทโฟนเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะสมองเสื่อม
ซึ่งส่งผลต่อการรับรู้ของสมองและความทรงจำระยะสั้นอีกด้วย
4. คุณทำงานเกินเวลา
ถ้าเกิดว่าคุณพบว่าตัวเองนั้นเช็คอีเมล
ถ้าคุณชอบเช็กอีเมลในช่วงมื้อเย็นหรือในงานเลี้ยงต่าง ๆ
อยู่ตลอดเวลาเป็นเวลาบ่อยครั้ง นั่นแปลว่าคุณกำลังติดสมาร์ทโฟนแล้วล่ะ
ในการวิจัยปี 2012 พบว่า เกือบ 80% ของคนที่ทำการสำรวจนั้นยอมรับว่า
ได้ทำงานเกินเวลาโดยไม่รู้ตัวจากการเพียงแค่เช็กอีเมล หรือแค่เพียงส่งข้อความสั้น
ๆ ที่เกี่ยวกับงาน ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้กินเวลาประมาณ 7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
เทียบเท่ากับการทำงานหนึ่งวันเลยทีเดียว
5. นอนไม่เต็มอิ่ม
| http://vectortoons.com/wp-content/uploads/2016/03/men-sleeping-collection-006.jpg |
การวางโทรศัพท์เอาไว้ข้างหมอนคือสาเหตุที่ทำให้คุณนอนหลับได้ไม่เต็มอิ่ม
เพราะมันจะไปรบกวนการนอนของคุณ ทำให้นอนไม่เต็มอิ่ม จากการศึกษาเผยว่า การใช้เวลากับสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานก่อนนอนจะทำให้นอนหลับยากและยังทำให้ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ตลอดเวลา
นี่ยังไม่นับรวมกับการที่คุณจะต้องเช็กการแจ้งเตือนทุกครั้งก่อนหลับตานอน
ที่จะทำให้การนอนของคุณไม่ต่อเนื่องอีกด้วย
ทางที่ดีที่สุดคือควรจะปิดโทรศัพท์และวางมันให้ห่างตัวก่อนนอนทุกครั้ง
6.
รู้สึกว่าโทรศัพท์สั่นอยู่ตลอดเวลา
| http://www.appsfuze.com/static/images/apps/f/6/7/f67d07b7-05ef-df11-9264-00237de2db9e.png |
ถ้าคุณรู้สึกว่าโทรศัพท์สั่นแต่เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกลับไม่มีอะไรอยู่บ่อย
ๆ นั่นแปลว่าคุณควรจะพึ่งการรักษาทางการแพทย์แล้วล่ะ ในการศึกษาปี 2012
ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Computers
of Human Behavior นั้นบอกว่า อาการเหล่านั้น คืออาการของโรค Phantom Vibration Syndrome ซึ่งจะเกิดขึ้นในหมู่วัยรุ่นอย่างน้อย
1 ครั้งต่อ 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากอาการหนักขึ้นก็อาจจะเกิดได้บ่อยขึ้น
ซึ่งนั้นเป็นสัญญาณว่าคุณควรจะเลิกเล่นโทรศัพท์เสียที
7. นิ้วมือเริ่มหงิกงอ
| http://xn--42c5bvbh5a2b5ina.com/wp-content/uploads/2012/07/bbthumbpain.jpg |
การเล่นสมาร์ทโฟนติดต่อกันเป็นเวลานาน ครั้งละหลาย ๆ ชั่วโมง มีความเสี่ยงทำให้เกิดอาการนิ้วล็อก และตะคริวตามมือและนิ้วมือ คุณควรจะวางโทรศัพท์ลงแล้วยืดเส้นยืนสายบ้างเพื่อความปลอดภัย
8. ติด Hashtag ให้กับคำพูดหรือใช้ภาษาแชทตลอดเวลา
หากคุณเริ่มพูดถึงเรื่องการติด Hashtag และใช้ภาษาแชทตลอดเวลา
มันถึงเวลาที่คุณควรจะวางสมาร์ทโฟนลงบ้างได้แล้วล่ะ
![]() |
| https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/90/3e/84/903e8413346c938cb700a3c57695636a.jpg |
9. ส่งข้อความหาใครบางที่อยู่ใกล้ ๆ แทนการพูดคุย
การส่งข้อความหาคนใกล้ตัวแทนการพูดคุยเป็นสัญญาณของความล้มเหลวทางการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
เพราะการที่เราเลือกใช้การพูดคุยผ่านข้อความแทนการพูดคุยกันต่อหน้า
ก็จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลแย่ลง
รีบวางสมาร์ทโฟนลงก่อนที่จะสูญเสียความสัมพันธ์เหล่านั้นไปเถอะ
10. แม้แต่อาบน้ำก็ยังเอาโทรศัพท์เข้าไปด้วย
| http://i.stack.imgur.com/sqXMo.jpg |
หากคุณนำสมาร์ทโฟนของคุณติดตัวไปด้วยทุกที่แม้กระทั่งห้องน้ำ
นั่นแปลว่าคุณกำลังติดสมาร์ทโฟนอย่างหนักและควรวางมันลงเสียที จากการศึกษาซึ่งจัดทำขึ้นโดยหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง
LG พบว่ามีถึง
77%
ของคนที่ใช้สมาร์ทโฟนที่นำโทรศัพท์ติดตัวไปด้วยทุกทีไม่ว่าจะเวลานอนหรือเข้าห้องน้ำก็ตาม
11. สนใจที่จะโพสต์รูปของกินของคุณมากกว่าการกินมันเข้าไป
| http://funnystatus.com/wp-content/uploads/2015/05/pic-be4-u-eat.gif |
ปัจจุบันมีคนมากกว่า 5 ล้านคนที่แท็กรูปภาพอาหาร
และให้ความสนใจกับการแชร์รูปภาพอาหารของคุณมากกว่าที่จะสนใจคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าซึ่งนั่นเป็นการทำลายความสัมพันธ์วิธีหนึ่ง
จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย The
University of Essex พบว่า
การที่มีโทรศัพท์วางอยู่ให้เห็นในขณะที่กำลังพูดคุยกัน
จะทำให้ทั้งสองฝ่ายสนใจอีกฝ่ายน้อยลง
12. สบตาคนอื่นน้อยลง
| http://assets.bwbx.io/images/users/iqjWHBFdfxIU/iFE51sVBEaBE/v1/-1x-1.jpg |
เทคโนโลยีเป็นสาเหตุทำให้คนสบตากันน้อยลง
จากการศึกษาพบว่าโดยปกติแล้วเมื่อคนพูดคุยกันมักจะเกิดการสบตากันอย่างน้อย 30-60%
ของบทสนทนาทั่วไป และสายตาเป็นตัวที่ช่วยในการสื่อสารทางอารมณ์ถึง 60-70% ดังนั้น
ถ้าคุณรู้สึกว่าอยากจะจ้องหน้าจอมากกว่าที่จะมองตาคนอื่น
นั่นได้เวลาเลิกเล่นโทรศัพท์แล้ว
13. บ่นทุกอย่างลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก
| http://betanews.com/wp-content/uploads/2014/07/facebook-dislike-600x480.jpg |
หากคุณพบเจอเรื่องอะไรก็ตามในแต่ละวันและเลือกที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้วนั้น
มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังติดสมาร์ทโฟนอย่างหนัก
ซึ่งการแชร์ทความรู้สึกนึกคิดทุกสิ่งทุกอย่างลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นไม่ได้มีผลดีต่อตัวคุณเองเลยแม้แต่น้อย
14.
ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
เราคงเคยได้ยินข่าวว่ามีคนประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการที่ก้มหน้าก้มตาเล่นสมาร์ทโฟนโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างใช่ไหมคะ
ซึ่งนั่นเกิดจากการที่ติดสมาร์ทโฟนมากเกินไปโดยไม่ได้สนใจรอบข้าง ไม่ใช่เพียงเราจะเดือดร้อนหากเกิดอุบัติเหตุ
แต่ครอบครัวและคนรอบข้างเราอาจจะเดือดร้อนตามไปด้วยจากพฤติกรรมที่ไม่ดีแบบนี้
15. บุคลิกภาพแย่ลง
เมื่อคุณติดสมาร์ทโฟนมาก ๆ จะทำให้คุณเป็นคนไหล่ตก
เนื่องจากเวลาที่คุณก้มหน้าจิ้มโทรศัพท์
ร่างกายของคุณก็จะโน้มตัวไปข้างหน้าอัตโนมัติ หากอยู่ในท่านั้นนาน ๆ
และบ่อยครั้งก็จะทำให้กระดูกหลังและคอเปลี่ยนรูป ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้ออักเสบและบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไป
16. เลิกบันทึกเบอร์โทรศัพท์ลงมือถือ
ยังจำได้หรือไม่ว่าครั้งสุดท้ายที่บันทึกเบอร์โทรศัพท์ลงมือถือนี่มันเมื่อไร
แล้วคุณจำได้หรือเปล่าว่าคุณใช้โทรศัพท์เพื่อโทรหาใครสักคนครั้งล่าสุดเมื่อไร
หากคุณจำไม่ได้
นั่นแปลว่าคุณเลือกที่จะใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อผ่านทางข้อความมากกว่าใช้โทรศัพท์เพื่อโทรหาใครบางคน
17. เสพติดการเซลฟี่
หลายคนเสพติดการถ่ายรูปตัวเอง
หรือที่เรียกว่าเซลฟี่ขนาดหนักจนถึงขนาดต้องถ่ายรูปในแทบจะทุกอิริยาบถ
บางรายอาจถึงขั้นโพสต์เป็นคลิปวิดีโอลงในโซเชียลมีเดีย
โดยผู้คนเหล่านี้อาจจะไม่ได้รู้เลยว่า บางครั้งการโพสต์รูปเซลฟี่ของตัวเองบ่อย ๆ
นั้น อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเองได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ชี้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามทฤษฎีและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน
แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นจากโทรศัพท์มือถืออาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ แนะผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่กลัวความเสี่ยงควรใช้โทรศัพท์ตามความจำเป็น
และควรเก็บโทรศัพท์มือถือให้ห่างจากตัวอย่างน้อย 20 เซนติเมตร เมื่อวันที่ 11
กันยายน 2558 สมาคมอุปกรณ์การแพทย์ไทยได้จัดบรรยายหัวข้อเรื่อง “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากการใช้โทรศัพท์มือถือ
มีผลต่อสุขภาพหรือไม่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมวิชาการ
Medical Fair Thailand ระหว่างวันที่
10-12 กันยายน 2558 ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.ชาญไชย ไทยเจียม ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และตัวแทนจากสมาคมวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย
กล่าวว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามี 2 ประเภท คือ คลื่นนอนไอโอไนซ์ (Non-ionizing radiation) ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อเซลล์
โดยให้เพียงความร้อนเท่านั้น เช่น คลื่นวิทยุ FM/AM แสงแดด เตาไมโครเวฟ ฯลฯ และคลื่นไอโอไนซ์ (Ionizing radiation) ซึ่งมีผลกระทบต่อเซลล์
เช่น รังสีเอ็กซ์เรย์ที่ในวงการแพทย์
ผศ.ดร. ชาญไชย ไทยเจียม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชยกล่าวต่อว่า
อันตรายของแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นอยู่กับระดับกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
โดยกำลังมากก็จะให้ความร้อนมากซึ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชนิดที่ใช้นั้นมีกำลังคลื่นแม่เหล็กต่างกัน
คือ วิทยุเอฟเอ็มรัศมี 50 กิโลเมตรมีระดับกำลัง 100 กิโลวัตต์
เตาไมโครเวฟมีระดับกำลัง 1 กิโลวัตต์ โทรศัพท์มือถือ 2 วัตต์สำหรับระบบเดิม
แต่ปัจจุบันที่เป็นระบบ 3G
มีระดับกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประมาณ 0.8
วัตต์ หากระบบ 4G ระดับกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะน้อยลงอีก
“ผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ
ของร่างกายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นมีระดับที่แตกต่างกัน
โดยอวัยวะที่มีเลือดหล่อเลี้ยงมากจะมีความเสี่ยงน้อย
ส่วนอวัยวะที่มีเลือดหล่อเลี้ยงน้อยจะมีความเสี่ยงมาก เช่น ดวงตา แต่ปัจจุบันยังไม่พบผู้ที่ดวงตามีปัญหาเนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ทั้งนี้เพราะเลือดที่หมุนเวียนในอวัยวะต่างๆ
จะเป็นตัวช่วยคลายความร้อนที่เกิดขึ้นจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและส่งความร้อนมายังร่างกายมนุษย์” ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชยกล่าว
สำหรับข้อกังวลด้านสุขภาพจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นปัจจุบันมีหลายเรื่อง
ซึ่งมีผลการศึกษารองรับในเชิงระบาดวิทยา
แต่ในทางวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ
โดยเรื่องที่หลายคนกังวลใจคือ ปวดศีรษะ, มีอารมณ์ฉุนเฉียว, ซึมเศร้า, คลื่นไส้, มีปัญหาด้านการมองเห็นลดลง, มะเร็งเนื้องอกในสมอง
โดยคลื่นจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทําให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว, เด็กมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว, สูญเสียการได้ยิน
(หูดับ), ส่งผลต่อทารกในครรภ์
และสมรรถภาพทางเพศเสื่อม
“อาจเป็นไปได้ที่การโทรศัพท์มือถือทำให้มีอาการปวดหัวได้
แต่อย่างไรก็ตาม
ส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีของโทรศัพท์ที่ส่งผลจากการกระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ส่งผลต่อการแตกตัวของไอออน
ซึ่งยังสังเกตผลไม่ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งอาการปวดหัว คลื่นไส้ หรืออาการอื่นๆ
แต่อย่างน้อยการใช้โทรศัพท์นานๆ ก็อาจส่งผลต่อได้
ส่วนใหญ่แล้วเป็นผลมาจากท่าทางหรือช่วงสรีระระหว่างการใช้โทรศัพท์หรืออาจเกิดจากความร้อน
เช่น จากแบตเตอรี่โทรศัพท์ที่แนบหูไว้นานๆ”
ด้านข้อกังวลใจเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศเสื่อม
ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัยรายงานว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือ
ทำให้เกิดความผิดปกติของการหลั่งสารเคมี ฮอร์โมนภายในร่างกาย
และปริมาณอสุจิของเพศชาย แต่ผลการศึกษาใหม่ๆ ขัดแย้งกับผลการศึกษาในอดีต
ซึ่งยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือมีผลต่อระบบสืบพันธุ์โดยเฉพาะเพศชาย
เนื่องจากอวัยวะอยู่ภายนอกร่างกาย ดังนั้น
นักวิทยาศาสตร์จึงแนะนำให้พยายามเก็บมือถือให้ห่างจากร่างกายอย่างน้อย 20
เซนติเมตร
สำหรับเรื่องมะเร็งเนื้องอกในสมอง
รายงานวิจัยบางรายงานสรุปว่า อาจมีความเสี่ยงเกิดมะเร็ง บางรายงานสรุปว่า
ไม่มีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น นั่นคือ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
แต่โดยทฤษฎีแล้วสนามแม่เหล็กที่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือไม่ใช่สาเหตุของการเร่งการเกิดมะเร็ง
แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนเรื่องมะเร็งเม็ดเลือดขาว
โดยทั่วไปเกิดจาก 3
ปัจจัยหลัก คือ พันธุกรรม ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือติดเชื้อไวรัสบางชนิด
สารเคมีและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ในกลุ่มของสิ่งแวดล้อม โดยองค์การอนามัยโลกระบุให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ในกลุ่ม
2B คืออาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์
เพื่อตีกรอบป้องกันไว้ก่อน
หลังจากที่ศึกษาพบว่าอาจจะก่อมะเร็งแม้ยังพิสูจน์แน่ชัดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม
มีสารเคมีและปัจจัยอื่นๆ รวม 287
ชนิดที่อยู่ในกลุ่ม 2B เช่น
กาแฟ เครื่องสำอาง ฯลฯ ส่วนอันตรายต่อทารกในครรภ์นั้น
หากใครที่กังวลใจก็อย่านำโทรศัพท์ไปไว้ใกล้ๆ
ทั้งนี้ทารกในครรภ์จะเสี่ยงน้อยกว่าเด็กทารกที่คลอดแล้ว
เนื่องจากมีท้องของแม่เป็นเกราะกำบัง ในขณะที่เด็กทารกที่คลอดแล้วนั้นมีศีรษะบางนอกจากนี้ยังกล่าวว่า
การปล่อยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์จากสถานีฐานนั้น
เครื่องรับส่งสัญญาณจะอยู่ที่ด้านบนสุดของเสา
ซึ่งระยะห่างจากเสามีผลต่อระดับกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้รับ-ส่งสัญญาณระหว่างโทรศัพท์มือถือกับเสาสัญญาณ
โดยถ้าอยู่ใกล้เสา โทรศัพท์ก็จะใช้กำลังน้อยกว่าเมื่อโทรศัพท์อยู่ไกล
แต่ก็จะไม่เกินกำลังสูงสุดที่กำหนดไว้ของอุปกรณ์ คือ กรณีโทรศัพท์ระบบ GSM มีกำลังสูงสุด
2
วัตต์ ก็จะส่งสัญญาณไปยังเสาสัญญาณได้สูงสุดที่ 2 วัตต์ แต่หากอยู่ใกล้ๆ
เสาสัญญาณก็จะใช้กำลังส่งคลื่นไม่ถึง 2 วัตต์ ซึ่งทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้ด้วย อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักกลัวเสาส่งสัญญาณที่มีขนาดใหญ่มากกว่ากลัวคลื่นจากเครื่องรับ-ส่งสัญญาณ
ซึ่งความจริงคือเครื่องรับ-ส่งสัญญาณมีขนาดไม่ใหญ่ ติดตั้งอยู่ที่จุดบนสุดของเสา
แต่ที่ต้องสร้างเสาสัญญาณขนาดใหญ่เพราะต้องการให้เครื่องส่งรับ-ส่งสัญญาณอยู่สูงๆ
เพื่อที่จะได้ส่งสัญญาณได้ไกล
นอกจากนี้ยังกล่าวว่า
อันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีต่อร่างกาย
ขึ้นอยู่กับอัตราการดูดกลืนพลังงานจําเพาะ (Specific Absorption Rate หรือ SAR ซึ่งเป็นอัตราที่พลังงานถูกดูดกลืนโดยเนื้อเยื่อของร่างกาย
มีหน่วยเป็นวัตต์ต่อกิโลกรัม (W/kg) ที่เป็นหน่วยการวัดปริมาณการได้รับรังสีซึ่งใช้กันทั่วไปสําหรับการวัดการได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านความถี่สูงกว่า
100 กิกะเฮิร์ต (kHz)
“ถ้ากลัวว่าโทรศัพท์มือถือจะอันตรายต่อสุขภาพ
ก็จำกัดการใช้ โดยใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่เสพติดโทรศัพท์มือถือ
รวมถึงอย่าให้เด็กเล็กๆ ใช้โทรศัพท์ และในผู้ใหญ่ก็ควรเก็บโทรศัพท์มือถือให้ห่างตัวอย่างน้อย
20 เซนติเมตร หรือหากสามารถปิดเครื่องเวลานอนได้ก็จะดี
นอกจากนี้ไม่ควรพยายามใช้โทรศัพท์มือถือในที่อับสัญญาณ เช่น ลิฟต์
เพราะจะทำให้โทรศัพท์ใช้กำลังส่งคลื่นสูงสุด
ทำให้เกิดความร้อนสูงและเปลืองแบตเตอรี่ด้วย ที่สำคัญต้องเลือกใช้สินค้าที่มีค่า SAR ต่ำๆ
เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชยกล่าว








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น